แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เทคโนโลยี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เทคโนโลยี แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2556

วิธีเซ็ต Wifi Router ด้วย router TP-link TD-W8901G ง่ายสุด ๆ

วิธีเซ็ต Password Wifi 

วันพฤหัสบดีที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2555

การแบ่งพาร์ติชั่น โดยการใช้ Disk Management


สำหรับใครหลายคนที่มีฮาร์ดดิสก์ที่มีขนาดใหญ่หรือไม่ใหญ่  อยากที่จะปรับเปลี่ยนพาร์ติชันไม่ว่าจะลบหรือว่าจะเพิ่มเติมอะไรก็แล้วแต่  วันนี้ผมมีการแบ่งพาร์ติชั่นโดยการให้โปรแกรมที่อยู่ใน Windows ของเราเองโดยที่ไม่ต้องไปหามาจากที่ไหนมาเพื่มเตินเลย
โดยการใช้ Disk Management นั้นเอง

1. ขั้นแรกเลยให้ไปที่ Control Panel >>> Adminstrative Tools


2. แล้วให้ไปที่ Computer Management แล้วก็ดับเบิลคลิกตามธรรมเนียมครับ



3. พอปรากฏหน้าต่าง Computer Management ดูที่เมนูด้านซ้ายจะเจอ Disk Management



3. จากนั้งเราก็สามารถที่จะปรับแต่งพาร์ติชันของฮาร์ดดิสก์เราได้แล้ว  อ่อ...คลิกขวาแล้วจะเจอคำสั่งต่างๆนะครับ แต่ลำรองข้อมูลด้วยเป็นการดี เพราะจะต้องมีการลบพาร์ชันก่อนแล้วถึงเพิ่มขึ้นได้

ข้อดีของอินเตอร์เน็ต

อินเตอร์เน็ตประกอบไปด้วยบริการที่หลากหลาย  ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ใช้งานบริการมากมาย  โดยสามารถค้นคว้าข้อมูลในลักษณะต่างๆ  เช่น  งานวิจัย  บทความในหนังสือพิมพ์  ความก้าวหน้าทางวิชาการได้จากแหล่งข้อมูลทั่วโลก  เช่น  ห้องสมุด  สถาบันการศึกษา  และสถาบันวิจัย  โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายและเสียเวลาในการเดินทางและสามารถสืบค้นได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง  ติดตามความเคลื่อนไหวต่างๆ  ได้ทั่วโลกและอย่างรวดเร็วจากการรายงานข่าวของสำนักข่าวสารต่างๆ  รวมทั้งอ่านบทความเรื่องราวที่ลงในนิตยสารหรือวารสารต่างๆ  สามารถรับ – ส่งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลกได้อย่างโดยไม่ต้องเสียเงินค่าตราไปรษณีย์ยากร  ถึงแม้จะเป็นการส่งข้อความไปต่างประเทศก้ไม่ต้องเสียเงินเพิ่มขึ้นเหมือนการส่งจดหมาย  การส่งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์นี้นอกจากจะส่งข้อความตัวอักษรแบบจดหมายธรรมดาแล้วยังสามารถส่งแฟ้ม  ภาพนิ่ง  ภาพเคลื่อนไหว  และเสียงพร้อมกันไปได้ด้วย  สามารถสนทนากับผู้อื่นที่อยู่ห่างไกลได้ทั้งในลักษณะการพิมพ์ข้อความและเสียง  ร่วมกลุ่มอภิปรายหรือกลุ่มข่าวเพื่อแสดงความคิดเห็น  หรือพูดคุยถกปัญหากับผู้ที่สนใจในเรื่องเดียวกันเป็นการขยายวิสัยทัศน์ในเรื่องที่สนใจนั้นๆ  การถ่ายโอนแฟ้มข้อความ  ภาพและเสียงจากที่อื่นๆรวมทั้งโปแกรมต่างๆ  ได้จากแหล่งที่มีผู้ให้บริการ  ตรวจสอบราคาสินค้าและสั่งซื้อ  รวมทั้งบริการหลากหลายรูปแบบ  เช่น  การดูหนัง  ฟังเพลง  ราการวิทยุ  การชมรายการโทรทัศน์ให้ผู้อื่นทราบอย่างทั่วถึง  ให้เสรีภาพในการสื่อสารทุกรูปแบบแก่บุคคลทุกคน

การดูแลรักษาเมาส์


การดูแลรักษาเมาส์
เมาส์เป็นอุปกรณ์หนึ่งที่มีความสกปรก  มากเพราะเวลาที่เราใช้นั้นไม่รู้ว่าเราจับอะไรต่อมิอะไรมา  ทำให้เชื่อโรคสะสมอยู่  โดยเฉพาะเมาส์ที่เป็นลูกกลิ้งนั้น  ลูกกลิ้งจะสัมผัสกับบริเวณโต๊ะหรือว่าแผ่นรองเมาส์จนทำให้เกิดฝุ่นสะสม  แล้วทำให้ไม่สามารถที่จะเลื่อนได้อย่างปกติได้  วิธีการทำความสะอาดนั้นก็นำเอาฝาที่ครอบลูกกลิ้งออก   โดยการหมุนตามลูกศรที่ระบุไว้  นำผ้ามาเช็คที่ลูกกลิ่งแล้วด้านในให้สะอาดถ้าใช้แอลกฮอล์ได้ยิ่งดีครับ  จะได้ฆ่าเชื้อโรคไปด้วย  
ส่วนบริเวณอื่นๆ  นั้นให้ใช้สำลีชุบแอลกฮอล์มาเช็ดทำความสะอาด  แต่ในกรณีที่วัสดุของเมาส์ที่เป็นหนัง  ก็ใช้ผ้าซุบหมาดๆเช็ดก็พอ  และบริเวณตรงบริเวณที่ส่องแสงเพื่อใช้จับตำแหน่งเมาส์นั้นให้ใช้สำลีก้านแห้งๆ  ไม่ควรที่จะซุบน้ำ  แอลกอออล์ หรือสารเคมีใดๆ  ทั้งสิ้น  ค่อยเซ็ดอย่างระมัดระวัง  แล้วควรที่จะล้างมือให้สะอาดก่อนที่จะไปจับมันด้วยนะครับ
การเลือกแผ่นลองเมาส์ก็มีส่วนสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพด้วย  โดยเฉพาะคนที่ใช้แบบลูกกลิ้ง  ควรเลือกแผ่นรองที่ผลิตจากพลาสติกสังเคราะห์  จะช่วยให้การทำงานนั้นราบรื่น  แต่ถ้าใช้แบบเลเซอร์หรือออฟติคอลนั้น  ควรใช้แผ่นรองเมาส์ที่ไม่มีลวดลายและควรมีผิวที่เรียบ  เพื่อประสิทธิภาพในการสะท้อนและการหักเหของแสงด้วย

วิธีการดูแลรักษา แรมและการ์ดแสดงผล

หลังจากได้รู้วิธีการดูแลรักษา  อุปกรณ์ภายนอกมาแล้วเราก็มาดูแลรักษาอุปกรณ์ภายในกันต่อเลยครับ  ถึงแม้เราจะไม่ค่อยได้สัมผัสพวกนี้ก็ตาม  เพราะว่าอุปกรณ์ภายนอกนั้นอายุการใช้งานจะสั้นกว่าเพราะการกระทบกระเทือน  จากการใช้งานนั้นมีมาก  และทำให้เสียหายได้มากกว่า  ส่วนอุปกรณ์ภายในนั้นก็สมควรดูแลรักษาเช่นกัน
แม้ว่าเราไม่เคยถอดแรมหรือการ์ดแสดงผลออกจากเมนบอร์ดก็มาทีเถอะ  แต่ว่าบรรดาฝุ่นจ่างๆ  ที่อยู่ภายในเคศก็มีเยอะ  เพราะว่าการที่เคสเรามีพัดลมนั้น  จะทำให้ดูดอากาศเข้าออก แล้วก็นำพาฝุ่นเข้ามาด้วย  แล้วฝุ่นก็สามารถที่จะเข้าไปหน้าสัมผัสทั้งแรมแล้วก็  การ์ดแสดงผลได้  ซึ่งก็จะทำให้อุปกรณ์เกิดปัญหาและคอมพิวเตอร์อาจเกิดข้อผิดพลาดในการทำงานได้  เพราะฉะนั้นแล้วเราจึงควรที่จะทำความสะอาดด้วย  การทำความสะอาดนั้นก็ง่ายแสนง่ายครับ  เพียงเราถอดแรมหรือว่าการ์ดแสดงผลออกมาเท่านั้นเอง  แล้วหายางลบมาถูๆ  ตรงบริเวณหน้าสัมผัสที่เป็นสีทองเพื่อเป็นการลบเอาคราบฝุ่นต่างๆ  ที่เกาะอยู่ออกไปได้โดยง่ายเลยล่ะ  ส่วนนอกเหนือจากนั้นก็นำแปลงมาปัดฝุ่นตามแรมหรือว่าการ์ดแสดงผลออกไป
สำหรับชุดระบายความร้อนของการ์ดแสดงผลนั้น  โดยทั่วไปแล้วฝุ่นจะเกาะที่บริเวณพัดลม  ให้ใช้เครื่องเป่าลมเปาออกหรืไม่ก็  ใช้สำลีเช็ดฝุ่นที่เกาะอยู่อย่างใจเย็น  ไม่จำเป็นที่จะต้องถอดออกจากตัวการ์ด  ถ้าเกิดเราต้องการที่จะทาซิลิโคนใหม่เราถึงถอดออกเพื่อทาใหม่ได้
การเลือกใส่แรมนั้นถ้าเราเลือกใส่แรมคู่  จะเป็นการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการทำงานโดนรวมของระบบ (Dual-Channel) ของหน่วยความจำนั้นเมมโมรีแบนด์วิดธ์  ได้ถึง 50% แม้ว่าการใช้งานจริงๆ  นั้นอาจะช่วยได้แค่ 15-20% แต่ก็คุ้มที่จะทำครับ  แต่การทำเช่นนี้แล้วนั้นจะต้องเลือกแรมที่มีขนาดเท่ากัน  ความเร็วเท่ากัน  แล้วควรเป็นยี่ห้อเดียวกันด้วย
 

การดูแลรักษาฮาร์ดดิสก์


ฮาร์ดดิสก์เป็นอุปกรณ์ที่บรรจุเก็บความจำและข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของเครื่องคอมพิวเตอร์เลยก็ว่าได้  เพราะฉะนั้นแล้วเราก็ควรที่จะบำรุงรักษา  เพื่อที่จะให้ใช้งานได้ยาวนานและเก็บข้อมูลเราได้โดยไม่เสียหายได้โดยง่าย 
สำหรับฮาร์ดดิสก์นั้นเป็นอุปกรณ์ที่ใช้หัวในการอ่านแผ่นแม่เหล็กเพราะฉะนั้นแล้วจึงต้องดูแลรักษาสิ่งที่จะไปกระทบกระเทือนซึ่งทำให้หัวอ่านชำรุดหรือเลื่อนได้  เพราะฉะนั้นฮาร์ดดิสก์เป็นสิ่งที่เบาะบางจึงไม่ควรที่จะไปกระแทก  โดยฉะเพราะขณะที่กำลังทำงานจะมีโอกาสเสียหายได้มาก  เช่นการที่ไปกระแทกกับตัวเคสเองหรืออย่างใดอย่างหนึ่งที่จะไปกระทบการทำงานของฮาร์ดดิสก์เอง
การตรวจสอบฮาร์ดดิสก์
เมื่อเราได้ใช้งานไปนานๆ  อาจจะมีพื้นที่หรือส่วนที่เสียของฮาร์ดดิสก์เกิดขึ้นเพราะฉะนั้นเราควรจะตรวจสอบเพ่อเราจะได้ทราบว่ามีส่วนเสียมากแค่ไหน  หรือว่าอายุจะใช้ได้อีกนานไหมซึ่งจะสามารถเตือนและกำจัดได้  เพราะว่าการตรวจสอบจุดที่เสียของฮาร์ดดิสก์นั้นจะส่วนให้ระบบ  หลีกเลี่ยงการเขียนที่บริเวณนั้นด้วย  โดยการตรวจสอบจุดเสียของฮาร์ดดิสก์นั้นสามารถทำดังต่อไปนี้
- เราสามารถสังเกตุการทำงานของฮาร์ดดิสก์เองเช่น  ทำงานแล้วมีเสียเกิดขึ้นหรือว่าการทำงานที่รู้สึกว่ามันอ่านช้าไปนานๆ  กว่าจะอ่าน  หรืออยู่ดีๆ  ก็เงียบไป  ซึ่งก็แล้วแต่กรณีไปครับ  เพราะว่าฮาร์สดิสก์ใกล้จะผังหรือมีปัญหาแล้วจะมีเสียหัวอ่านที่ดังผิดปกรติ
-  การ Scan Disk เป็นการตรวจสอบจุดเสียจากการใช้โปรแกรมที่มีอยู่ใน  Windows เอง  โดยการ
1.  ดับเบิลคลิกที่  My  computer
 
2. เมื่อเข้าไปแล้วจะเจอไดร์วต่างๆ ที่เราได้ทำการแบ่งหรือว่าคนอื่นทำก็ตาม  ใครที่แบ่งพาร์ติชั้นเยอะหรือว่าฮาร์ดดิสก์มีความจุที่สูง  ก็อาจจะรอนานหน่อยครับ  แล้วก็คลิกขวา  ตามพาร์ติชันที่เราจะตรวจสอบ  เลือกที่ Properties ดังรูป
 
3. แล้วเลือกแท็บ Tool  คลิกที่ Check New
 
แล้วให้ติ๊กเครื่องหมายถูกที่  Automatically fix file systen errors และ for and  attempt recovery  of bad  sectors แล้วคลิก ที่ Start เพื่อเป็นการสแกนดิสก์  แล้วก็จะมีการตรวจสอบจุดเสียโดยอัตโนมัติ 
การทำเช่นนี้  ควรทำบ่อยเมื่อว่างนะครับ
 -  การจัดระเบียบไฟล์ของฮาร์ดดิสก์
ในการทำงานของฮาร์ดิสก์นั้นอาจจะต้องเก็บและอ่านข้อมูลจำนวนมากในแต่ละวันบางทีอาจเรียงลำดับที่ไม่ถูกต้อง  เพราะหัวอ่านต้องเลื่อนไปหลายตำแหน่ง  เพราะฉะนั้นการเก็บข้อมูลเองส่วนใหญ่จะไม่เป็นระเบียบเพราะฉะนั้นแล้วควร  จัดระเบียบเพื่อทำให้การทำงานได้เร็วขึ้น   โยทำตามดังนี้คือ
โดยให้ทำตาม
 โดยให้ทำตามที่เราได้  สแกน  ถึงขั้นที่ 3 แต่ว่าให้เลือกที่  Defragment Now แทน
 
เมื่อปรากฏดังรูปแล้ว   ให้เลือกที่  ไดรว์ที่ต้องการแล้ว  คลิกที่ปุ่ม  Analyze
 
ถ้าเกิดปรากฏ Disk Defragment  ก็ให้คลิกที่ defragment เมื่อดำเนินการต่อไป  อาจใช้ระยะเวลานานพอสมควร  แต่ควรทำการ defragment เดือนละ 2 ครั้ง

OS 64 บิต คืออะไร ???



OS 64 บิต คืออะไร ???
ส่วนใหญ่แล้วเรายังใช้ OS 32 แต่มีหลายคนที่จะอยากจะลองมาใช้ 64 บิตอาจจะเป็นเพราะสามารถที่จะเห็น  แรมได้มากกว่า 4 กิกะไบต์  แต่ถ้าอยากที่จะใช้เพราะมันน่าสนใจ  อยากที่จะใช้เป็นหลักเลย  แล้วถ้าอยากใช้ต้องทำยังไงบ้างลองไปอ่านดูเลยครับ
ข้อแต่ต่างระหว่า 32 บิต และ 64 บิต
ก่อนอื่นเรามาดูข้อแตกต่างที่ใช้งานกัน  ก่อนอื่นนั้นต้องเข้าใจว่าการประมวลผล 64  บิต นี้เป็นยังไง การประมวลผลของ 64 บิต  นั้น  ทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงขึ้น  ส่วนการ  Address Memory ในแบบ 64 บิต สามารที่จะรองรับหน่วยความจำหรือแรมเพิ่มขึ้น  ระบบ 64 บิตนั้นใช้ตัวรีจิสเตอร์แบบ 64 บิตรองรับข้อมูลแบบ 64 บิต  และ Address Memory ภายนอกและความเร็วบัสอาจจะแตกต่างกันไปก็ได้   ระบบ 64 บิตส่วนใหญ่สามารถรองรับการใช้งานซอฟต์แวร์  32 บิต  แต่ในเรื่องของประสิทธิภาพของก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน  แล้วทำไมยังต้องใช้ 64 บิตกันล่ะ
ข้อดีของระบบ 64 บิต คือ
         สามารถที่จะทำงานได้ทั้ง  32 บิตและ 64 บิต สำหรับวินโดวส์นั้นรองรับแรมสูงสุดได้แค่ 4 กิกะไบต์เท่านั้น  ส่วนของ 64 บิตสามารถที่จะทำงานได้มากกว่า  ในเรื่องของการจัดการไฟล์นั้น  ลองคิดถึงการโอนไฟล์ขนาด 5 กิกะไบต์บนวินโดวส์ที่ใช้แรมได้จริงๆ  แต่ 3 GB สิครับ  มันเหมือนกับการขนย้ายน้ำขนาดใหญ่ 5 ลิตรด้วยถังขนาด 3 ลิตรต้องตักหลายหนกว่าจะหมดใช่ไหมล่ะครับ  ถ้าถ้าเป็น ระบบ 64 บิตสามารถเคลื่อนย้ายได้พร้อมกันไม่ต้องเสียเวลาในการตักก็จะดีไม่ใช่น้อย  สามารถที่จะประหยัดเวลาให้เราได้มากเลย

ยุคของคอมพิวเตอร์



ยุคที่ 1 (First Generation Language : 1GL) เป็นภาษาระดับต่ำ (Low - Level Language) ประกอบด้วยเลขฐานสอง ได้แก่ 0 และ 1 หรือเรียกว่า "ภาษาเครื่อง (Machine Language)"
ยุคที่ 2 (Second Generation Language : 2GL) ได้มีผู้พัฒนาให้มีการใช้สัญลักษณ์แทนตัวเลขฐานสอง เรียกว่า "ภาษาสัญลักษณ์ (Symbol Language)" คือ ภาษาอังกฤษ จะเป็นคำสั่งสั้น ๆ ที่จำได้ง่าย เรียกว่า "นิวมอนิกโค้ด (Nemonic Code)" ทำให้นักเขียนโปรแกรมสามารถเขียนโปรแกรมได้ง่ายขึ้น ตัวอย่างภาษาสัญลักษณ์ ได้แก่ ภาษา Assembly และเนื่องจากเป็นภาษาสัญลักษณ์ จึงต้องใช้ตัวแปลภาษา เพื่อทำให้เป็นภาษาเครื่องก่อน ด้วยตัวแปลภาษาที่เรียกว่า "Assembler"
ยุคที่ 3 (Third Generation Language : 3GL) ภาษาสัญลักษณ์ได้มีการพัฒนาเพิ่มมากขึ้น ทำให้สามารถแทนตัวเลขฐานสองได้เป็นคำ ทำให้กลายเป็นภาษาที่มีไวยากรณ์ที่เข้าใจและเขียนได้ง่ายขึ้น คำสั่งสั้นและกระชับมากขึ้น เช่น ภาษา BASIC, COBOL, Pascal
ยุคที่ 4 (Fourth Generation Language : 4GL) ได้มีการพัฒนารูปแบบการเขียนโปรแกรมจากยุคที่ 3 ที่จัดว่าเป็นการเขียนแบบ Procedural ให้กลายเป็นการเขียนแบบ Non - Procedural ที่สามารถกระโดดไปทำคำสั่งใดก่อนก็ได้ตามที่โปรแกรมเขียนไว้ นอกจากนี้ จุดเด่นของภาษาในยุคนี้เริ่มจากการเขียนคำสั่งให้ผู้ใช้สามารถจัดการกับข้อมูลในฐานข้อมูลได้ และพัฒนาต่อมากลายเป็นการเขียนคำสั่งให้ได้โปรแกรมที่มีส่วนติดต่อกับผู้ใช้แบบกราฟิกมากขึ้น และพัฒนาจนมาถึงการเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุ (Object - Oriented Programming) เช่น ภาษา C++, Visual C++, Delphi, Visual Basic เป็นต้น ปัจจุบันมีภาษาที่ใช้หลักการของโปรแกรมเชิงวัตถุที่นิยมใช้ เช่น ภาษา Java
ยุคที่ 5 (Fifth Generation Language : 5GL) เป็นภาษาที่ใช้สำหรับพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อระบบผู้เชี่ยวชาญ (Expert System : ES) และปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) ภาษาในยุคที่ 5 เรียกว่า "ภาษาธรรมชาติ (Natural Language)" คือ ไม่ต้องสนใจถึงคำสั่งหรือลำดับของข้อมูลที่ถูกต้อง ผู้ใช้เพียงแต่พิมพ์สิ่งที่ต้องการลงในเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นคำหรือประโยคตามที่ผู้ใช้เข้าใจ คอมพิวเตอร์จะพยายามแปลคำหรือประโยคเหล่านั้นเพื่อทำตามคำสั่ง แต่ถ้าไม่สามารถแปลให้เข้าใจได้ ก็จะมีคำถามกลับมาถามผู้ใช้เพื่อยืนยันความถูกต้อง